ผลของการลดปริมาณโพแทสเซียมต่อการเจริญเติบโตและการสะสมธาตุอาหารของคะน้าที่ปลูกในทราย Effects of potassium concentration reduction on growth and nutrient accumulation of Chinese Kale grown in sand culture

Main Article Content

Apiwat Choiesombat Punyisa Trakoonyingcharoen Kumut Sangkhasila

Abstract

งานทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสูตรปุ๋ยที่เหมาะสมในการลดปริมาณโพแทสเซียมสะสมในคะน้าอยู่ในเกณฑ์แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตบริโภคได้ โดยการจัดการธาตุโพแทสเซียมลดลงจากอัตราที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design) มี 4 ตำรับการทดลองของการใส่ปุ๋ยสูตร N-P-K ที่ต่างกัน จำนวน 5 ซ้ำ ดังนี้ ตำรับการทดลองที่ 1 ไม่ใส่ปุ๋ยธาตุอาหารหลัก ตำรับการทดลองที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-8-4 ตำรับการทดลองที่ 3 ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-8-6 ตำรับการทดลองที่ 4 ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-8-8  ในอัตรา 60 กก.ต่อไร่ ในตำรับการทดลองที่ 2-4 แบ่งใส่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละเท่าๆกัน ปลูกคะน้าในกระถางขนาด 7 นิ้วบรรจุทรายน้ำหนัก 3 กก.เท่าๆกันทุกกระถาง จัดการปุ๋ยธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมในสัดส่วนที่เท่ากันทุกตำรับการทดลอง ส่วนการให้น้ำให้ตามค่าสภาพความชื้นภาคสนาม เก็บข้อมูลการเจริญเติบโต วิเคราะห์น้ำหนักสด น้ำหนักแห้ง และวิเคราะห์ปริมาณโพแทสเซียมและโซเดียมที่สะสมในต้นคะน้า ผลการทดลองพบว่าการลดปริมาณโพแทสเซียมในตำรับการทดลองที่ 2 ให้ผลผลิตลดลงถึงกว่าร้อยละ 90 เมื่อเทียบกับตำรับการทดลองที่ 4 ซึ่งเป็นตำรับที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ แต่เมื่อเทียบปริมาณโพแทสเซียมที่สะสมในคะน้า พบว่าตำรับการทดลองที่ 1 และ 2 มีปริมาณการสะสมโพแทสเซียมที่น้อยลงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและมีค่าอยู่ในเกณฑ์ที่ที่แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตบริโภคได้ (น้อยกว่า 200 มก.ต่อ 100 กรัม นน.สด)  สำหรับปริมาณโซเดียมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยตำรับการทดลองที่ 1, 2 และ 3 มีปริมาณการสะสมโซเดียมในคะน้าอยู่ในเกณฑ์ที่แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตรับประทานได้เช่นกัน (น้อยกว่า 50 มก.ต่อ100 กรัม นน.สด) จากการทดลองสรุปได้ว่าการจัดการปุ๋ยสูตร 12-8-4 ในอัตรา 60 กก.ต่อไร่ ในวัสดุทรายสามารถผลิตคะน้าที่มีปริมาณโพแทสเซียมและโซเดียมต่ำอยู่ในเกณฑ์ที่แนะนำได้


The objective of this experiment was to find a suitable fertilizer formula that can  minimize the accumulation of potassium in Chinese Kale, not to exceed the recommendation for safe consumption of  chronic kidney disease (CKD) patient.  Rate of Potassium fertilizer application was reduced from that of recommended by the Department of Agriculture (DOA).  Complete randomized design experiment was carried out with 4 treatments of different ratio of N: P2O5:K2O in the fertilizers and  5 replications. The four treatments consisted of treatment 1 (T1): control (No fertilizer application); treatment 2 (T2) 12:8:4; treatment 3 (T3) 12:8:6 and treatment 4 (T4) 12:8:8.  All treatments were applied at rate of 60 kg/rai. The fertilizer was split evenly and applied for 3 times. Each Chinese kale plant was grown in 3 kg pot of sand culture.  Micronutrients and trace elements were applied for all treatments. Daily Irrigation was applied in such a way that maintains sand moisture content to their field capacity.  At harvest time, fresh and dry weights, potassium and sodium concentrations in Chinese Kale were collected.  The results showed that Kale yield of T2 was significantly lower than 90% of T4 treatment (DOA recommendation).  Potassium concentration in Chinese kale of T2 was significant lowest among treatments.  The potassium content of T2 treatment plant was under CKD recommendation (<200 mg/100 g FW).  Sodium content in plant was not significant among treatments.  However, sodium contents in T1, T2 and T3 plants was under CKD recommendation (< 50 mg/100 g FW).  Therefore, Chinese kale plant grown in sand culture with 12:8:4 fertilizer at rate of 60 kg/rai (T2) can give low potassium and sodium concentrations.

Article Details

How to Cite
CHOIESOMBAT, Apiwat; TRAKOONYINGCHAROEN, Punyisa; SANGKHASILA, Kumut. ผลของการลดปริมาณโพแทสเซียมต่อการเจริญเติบโตและการสะสมธาตุอาหารของคะน้าที่ปลูกในทราย. วารสารวิทยาศาสตร์เกษตรและการจัดการ, [S.l.], v. 3, n. 3, p. 46-52, jan. 2021. ISSN 2697-5378. Available at: <https://kuojs.lib.ku.ac.th/index.php/jasm/article/view/3641>. Date accessed: 17 may 2021.
Section
Articles